ศาลออกหมายจับ “สารวัตรเงิน” ไม่เชื่อจำเลยคดีอุ้มทนายสมชายตายแล้ว พร้อมเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก

วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายเลขดำที่ ด.1952/2547 คดีอุ้ม นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และ นางอังคณา ภรรยา รวมทั้งบุตร 4 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อายุ 49 ปี อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบปราม, พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รัน ดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อายุ 45 ปี อดีต รอง ผกก.3 ป.เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย

โดยเมื่อถึงเวลานายประกันของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนอ่านคำพิพากษา เนื่องจากยังอยู่รอฟังคำสั่งการไต่สวนบุคคลสาบสูญของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งญาติ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องระบุว่า พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 หายสาบสูญในเหตุการณ์คันกันน้ำถล่ม ที่เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 19 ก.ย.51

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจังหวัดปทุมธานียังไม่มีคำสั่งว่า ให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสาบสูญ ขณะที่ นายประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลฟังคำพิพากษา แต่ไม่ได้นำตัวมา จึงถือว่าผิดสัญญาประกัน ให้สั่งปรับนายประกันตามสัญญา (จำนวน 1.5 ล้านบาท) โดยให้ชำระเงินภายใน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 1 ถือว่าทราบนัดแล้วไม่มาศาล เชื่อว่าพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาฟังคำพิพากษา และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้ง 11 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยให้ปิดประกาศหน้าศาลอาญา

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย กล่าวภายหลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่า ยังหวังว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งพิพากษาลงโทษ พ.ต.ต.เงิน เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า พ.ต.ต.เงิน กระทำความผิด และหากในวันที่ 11 มี.ค.นี้ จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการจับกุมจำเลยมาตามหมายจับได้ ก็ไม่ได้แสดงว่า พ.ต.ต.เงิน เป็นบุคคลสูญหาย ตามที่ญาติของจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาล จ.ปทุมธานี เนื่องจากการหลบหนีหมายจับเป็นได้ในหลายกรณี และเชื่อว่าการไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล เป็นการหลบหนีความผิด และส่วนตัวเชื่อว่า พ.ต.ต.เงิน ยังมีชีวิตอยู่

ขณะที่ นางอังคณา ยังยอมรับว่า มีความแคลงใจจำเลยอีก 4 คน ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ และช่วงเวลาเดียวกัน กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ก่อเหตุ โดยนางอังคณา ยังตั้งคำถามถึงเรื่องของช่องว่างทางกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีที่จำเลยเป็นบุคคลสาบสูญ หรือสูญหายระหว่างการพิจารณาคดีด้วยว่า จะมีขั้นตอนการพิจารณาอย่างไร

สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องพวกจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.47 บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชาย ผู้เสียหายซึ่งหายตัวไป และลักทรัพย์เอารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภง 6768-กรุงเทพฯ, นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน, ปากกายี่ห้อ มองบลังค์ 1 ด้าม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 903,460 บาท โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลัก และฉุดกระชากตัวนายสมชาย ให้เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้ง 5 แล้วจับตัวพาไป ซึ่งจนถึงขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชาย จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ต่อมา วันที่ 16 มี.ค.47 พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์ของนายสมชาย ผู้เสียหาย ที่ถูกจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันปล้นทรัพย์ไปดังกล่าว เป็นของกลาง ต่อมา วันที่ 8 เม.ย.47 จำเลยที่ 1-4 เข้ามอบตัว และวันที่ 30 เม.ย.47 จำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ต่อมา ศาลมีพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 ว่า การกระทำของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ม.309 วรรคแรก และ ม.391 พิพากษาให้จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานปล้นทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกขับรถนายสมชาย ไปจอดทิ้งไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ก็เพื่ออำพรางหลบหลีกการสืบสวนจับกุม ไม่แสดงให้เห็นเจตนาว่าพวกจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินอื่นก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำทรัพย์สินไปจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์

ส่วนจำเลยที่ 2-5 พิพากษายกฟ้อง ต่อมา อัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=419&contentID=119848