จวกปปช.-ดีเอสไอ ปกป้องเจ้าหน้าที่ซ้อมผู้ต้องหาปล้นปืน คดีทนายสมชาย 7 ปีไม่คืบ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ปปช.และดีเอสไอ ล้มเหลว ล้าช้า ปกป้องเจ้าหน้าที่ กรณีคดีซ้อมผู้ต้องหาคดีปล้นปืน ซึ่งนำไปสู่การอุ้มหายทนายสมชาย คดี 7 ปี ไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ประชาชนไร้ที่พึ่ง คนผิดลอยนวล

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.53 โฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แถลงถึงกรณีผลการพิจารณาชี้มูลความผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กับพวก รวม 19 คน กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกันกลั่นแกล้งผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เมื่อวันที่ 4 ม.ค.47 โดยการกลั่นแกล้งดังกล่าวเป็นกรณีที่นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนร้องเรียนก่อนถูกทำให้หายตัวไปในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

แถลงการณ์ระบุว่า การยื่นคำร้องต่อปปช.กรณี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยากับพวก รวม 19 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้นเป็นสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมพ.ศ.2548 โดยดีเอสไอได้ยื่นสำนวนพร้อมหลักฐาน อีกทั้งได้มีการคุ้มครองพยานที่เป็น เหยื่อถูกซ้อมทรมานจำนวน 3 คน จนกระทั่งนายอับดุลเลาะห์ อาบูการี ได้หายตัวไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ข้อพิจารณาของปปช. ให้เหตุผลว่ารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือผลการตรวจร่างกายของแพทย์หลายรายเป็นเพียงภาพถ่ายไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดขณะที่มีการควบคุมตัว ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนด้วยอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอกว่า 6 ปีและ ปปช. ใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อชี้มูลเป็นเวลากว่า 3 ปี ผลการพิจารณาเป็นแต่เพียงว่าการซ้อมทรมานไม่มีหลักฐาน การปฏิบัติหน้าที่ของ ปปช.และกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวจึงเป็นไปโดยล่าช้าเกินสมควร และยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมและเป็นที่พึ่งของประชาชนในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขช่องโหว่ของการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพนักงานตำรวจที่มีแนวโน้มว่าจะใช้อำนาจเกินขอบเขตโดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล ทำให้น่าสงสัยว่าทั้งสองหน่วยงานคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นที่พึงของประชาชนได้หรือไม่

“จึงขอเสนอให้รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตั้งกรรมการตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยสุจริต ถูกแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพลหรือไม่? แล้วเปิดเผยผลการตรวจสอบของปชชต่อญาติของผู้เสียหายและสาธารณะชนเพื่อนำความจริงให้ปรากฎต่อเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการประพฤติไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ให้คำนึงว่าข้อพิรุธในเรื่องความล้มเหลว ความล้าช้าขององค์กรอิสระในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นอาจเกิดจากการแทรกแซงจากข้าราชการและผู้มีอิทธิพลนั้นอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในบทบาทในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความขัดแย้ง อีกทั้งคดีสำคัญดังกล่าวยังส่งผลกระทบภาพพจน์ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ซึ่งเป็นความล้มเหลวหากใช่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ไม่” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ยังอธิบายด้วยว่า เหตุการณ์ปล้นปืนเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ลุกลามกว้างขวางทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องบาดเจ็บและล้มตายจนปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 คน ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคดีปล้นปืนทั้งหมด 32 คน ศาลตัดสินยกฟ้องไปทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ทนายสมชาย นีละไพจิตร จะหายตัวไป ทนายสมชายได้ร้องเรียนว่าผู้ต้องหาผู้เป็นลูกความ 5 คนถูกซ้อมทรมาน และได้ถูกทำให้หายไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 ริมถนนฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจหัวหมาก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีความผิดต่อเสรีภาพและปล้นทรัพย์นายสมชาย นีละไพจิตร และศาลได้มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ว่ามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทนายสมชายฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2549 และศาลอุทธรณ์มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553 แต่ศาลอุทธรณ์ได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปด้วยว่าพ.ต.ต.เงิน หนึ่งในผู้ต้องหาได้หายตัวไปปริศนาและทางญาติได้ดำเนินการขอให้ศาลรอการไต่สวนบุคคลสูญหาย ซึ่งสร้างความกังวลว่าเสมือนเป็นการปกปิดและพยายามใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อให้อ่านคำพิพากษาคดีอุทธรณ์ล่าช้าไปโดยไม่มีความจำเป็นและส่อพิรุธเนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บางส่วนยังปฏิบัติหน้าที่ราชการ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวขัองกับข้อกล่าวหาดังกล่าวยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2011/01/32535